งานแตกหน่อ/29 พฤศจิกายน 2551/14.00น - 18.00น/โรงละครมะขามป้อม

แดดร้อนมาก บึ่งรถมอไซค์จากสี่แยกปทุมวัน.. มาสี่แยกสะพานควาย.. เลิกงานแล้วไปดูหนังต่อที่สี่แยกรัชโยธิน.. จากนั้นกลับบ้านที่สี่แยกตัดใหม่ราชพฤกษ์.. โคตรเหนื่อยเลยวันนั้น แต่ก็มีความสุขดี ได้พบปะแลกเปลี่ยนพูดคุยกับคนพันธ์เดียวกัน รู้สึกว่าตัวเองเหมือนเมล็ดถั่วเขียวหนึ่งเม็ด ที่บังเอิญเดินไปเจอเมล็ดถั่วเขียวที่หลงทางมาพอดี จนรวมเป็นหนึ่งกำ จนกลายเป็นหนึ่งเดียว เพราะทุกเมล็ดมีที่หมายเดียวกันคือ แทงยอดให้ทะลุพื้นดินและเติบโตให้แข็งแร็งที่สุด เท่าที่จะทำได้ ขอต้อนรับเข้าสู่ แปลงเพาะชำถั่วเขียวสูตรผสมผสานครับ..

"มะขามป้อมฝักนี้กินไมได้แต่เท่"

"ซ้ายมือของผม"

"ขวามือของผม"

"ด้านหน้าของผม พี่ก้อง พี่อัพ เกริ่นเข้าสู่งานแบบเป็นกันเอง"

"พี่อัพและวงบ๊อบบี้สวิงเกอร์บรรเลงเพลงที่โชว์ในงานแฟต"

"ที่เห็นในจอคือพี่เอ๋-นิ้วกลม ของเรานี่เอง กำลังอ่านใบสมัครของชาวหน่อไม้อยู่"

"การแสดงจากเด็กๆ ชาวดาระอั้ง ด้วยเนื้อเพลงที่หดหู่ที่สุดเท่าที่ผมเคยฟังมา"

"พี่เขาเล่าถึงปัญหาที่ชาวบ้านประสบและพบเจอกับตำรวจ+ศาล+อำนาจ+ความเขลา"

"พี่เขากำลังพูดถึงวิถีชีวิตหลังชาวบ้านถูกย้ายที่ดินทำมาหากิน"

"และนี่คือ 'บ้าน' ราคา 30000 บาทที่น่าจะเรียกว่า 'เพลิง' มากกว่า"

"พี่ก้องบอกช่วงนี้อ่านไหวง่ายครับ เลยเล่นมุขสดเสริมสร้างบรรยากาศสักนิด"

"ขวามือหัวโล้น-พี่นัตตี้ หนึ่งในชาวหน่อไม้ กำลังต่อสายตรงสู่ลอนดอน"

"และนี่คือช่วงเวลาที่พี่เอ๋-นิ้วกลม ถูกเผาซะดำเมี่ยม จิกกัดไปหลายแผล เฮฮากันไป"

"คุยกับชาวหน่อไม้ 6 เดือนให้หลัง ชีวิตเป็นยังไงกันบ้าง"

"พร้อมบอกถึงสรรพคุณของหนังสือเล่มนี้ ผมว่ามันเหมือนยารักษากำลังใจ+ความฝัน"

"ที่เห็นในจอหน้าคุณลุงคือ ต้นไม้ที่ชาวหน่อไม้ปลูก 6 เดือนก่อนยังเป็นแค่หน่อ"

"พี่ก้องถ่ายรูปไปอัพบล็อกละสิ ส่วนพี่อัพแค่ยืนเฉยๆ ก็เกินพอ"

"ดาวที่ทุกคนให้ผม ผมตั้งใจจะเอาไปฝากพวกเขา ถึงมันจะน้อยแต่ผมก็ภูมิใจ"

"เพียงแค่เราสอยดาวบนฟ้า-คนละดวง ไม่นานปี๊ปใบนี้คงจุดาวให้พวกเขามากพอ"

"ผ่านที่ดินทั้งหมด 700 แปลง และตอนนี้ผมกับคุณก็สอยดาวให้พวกเขาเกือบครึ่งดวงแล้ว"

,,,, ,,,,

อบอวล อิ่มเอม อ่อนโอน ไปตามกระแสของธรรมชาติ-สำหรับหน่อไม้, อ้อนวอน โอดโอย อ้างว้าง ไปตามกระแสอิทธิพลของคนบางกลุ่ม-สำหรับชาวปางแดงนอก, คือ ความแตกต่างระหว่างต้นไม้กับคน แม้มันจะเป็นสิ่งมีชีวิตที่หายใจได้เหมือนกัน แต่ถูกกระทำต่างกันโดยสิ้นเชิง

หลังจากการแสดงของเด็กๆ จบลง พี่ก้องตั้งคำถามแรกในแบบที่ผมคิดว่าทุกคนคงไม่ได้นึกถึงในเวลานั้นว่า "พี่ครับ เพลงที่น้องๆ เขาร้องไปเมื่อกี้ มันมีความหมายว่าอะไรครับ?"

ทันทีที่คำถามจบลง อัตราเสียงในความแรงและเร็วคงที่ก็เริ่มอธิบาย "เพลงนี้เป็นเพลงที่ชาวบ้าน กำลังบอกว่า ขอให้พวกเราได้อยู่อาศัยในพื้นแผ่นดินไทยเถิด อย่าไล่พวกเราไปไหนอีกเลย ถ้าพวกเราทำอะไรไม่ดีหรือผิดไป พวกเราไม่รู้จริงๆ พวกเราขอโทษ.."

สิ้นเสียงของคำตอบ ผมถึงกับอึ้ง! มีเรื่องแบบนี้เกิดขึ้นในเมืองไทยด้วยหรอ พวกเขาอยู่แบบพอมีพอกิน แบบที่ในหลวงสอนเลย พวกเขามีวัฒนธรรมท้องถิ่น ที่พวกเขาอนุรักษ์มานาน ทอผ้าใส่เอง ปลูกผักกินเอง แต่ทางการกลับไปจับพวกเขาโดยที่พาพวกเขาไป "พิมพ์ลายนิ้วมือ" พวกเขาก็ทำไป โดยที่ไม่รู้ด้วยซ้ำว่า มันเกิดอะไรขึ้น!

กว่าจะรู้ตัวก็สายถึงบางอ้อแล้ว พวกเขาถูกจับด้วยลายมือของตัวเอง (ตำรวจไทยนี่หลอกได้แม้กระทั้งชาวเขาชาวดอย ที่ไม่รู้หนังสือ ทำไมมึงไม่เอาเวลาไปจับพวก ปาร์ตี้ขี้ยา เด็กแว้นกวนเมือง หรืออบรมสั่งสอนลูกของมึงให้เป็นคนดีว่ะ!!)

ผมว่ามันเป็นอะไรที่สะเทือนใจนะ แค่ได้ฟังก็พอนึกภาพออก ถ้าผมรวยเงินรวยทองกว่านี้ ผมจะซื้อที่ดินให้พวกเขา 10 แปลงเลย แต่นี่ผมไม่มีแล้วผมจะเอาจากไหนไปช่วยพวกเขา คิดดูสิว่า ถ้ามีคนมาร้องเพลงแบบนี้เพิ่มขึ้นเรื่อยๆ อีกหน่อยประเทศไทย คงไม่มีพื้นดินเป็นของตัวเอง..

,,,, ,,,,

"ร่วมเป็นกำลังใ